"เชิญชวนทุกท่านร่วมสร้างสรรค์กฎหมายเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน"

อินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน
Blognone
Share |

Suthichai Online - ข่าวประจำวัน

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กมธ.สื่อสารโทรคมนาคม สผ. ร่วมประชุมกับกทช.เรื่องโทรศัพท์ 3 จี

 

 

 

 

กมธ.สื่อสารโทรคมนาคม สผ. ร่วมประชุมกับกทช.เรื่องโทรศัพท์ 3 จี

13 พ.ย. 52               ประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร เผย ทราบข้อมูลและความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องของเปิดประมูลคลื่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี หลังจากเดินทางไปร่วมประชุมกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เชื่อ รัฐบาลน่าจะให้ความสำคัญและรีบเดินหน้าดำเนินการ

                นายคงกฤช  หงส์วิไล ประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึง การไปร่วมประชุมกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.)ว่า กมธ.ได้ซักถามความคืบหน้าเกี่ยวกับแนวทางการเปิดประมูลคลื่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ทำให้ทราบข้อมูลและความชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้  กมธ.ได้เชิญประธานกทช. มาร่วมประชุม แต่ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร เพราะกทช.ส่งเพียงตัวแทนเข้าร่วมประชุม ซึ่งไม่สามารถให้ข้อมูลในบางประเด็นได้ อีกทั้งไม่มีอำนาจตัดสินใจ นอกจากนี้ยังมีความคลุมเครือในเรื่องการจัดทำ TOR ที่ยังขาดความชัดเจนในรายละเอียด การที่กมธ.เดินทางไปร่วมประชุมกับกทช.จึงทำให้ทราบข้อมูลในประเด็นข้อสงสัยในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ เห็นว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G มีความสำคัญมาก ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวและรีบดำเนินการ เนื่องจาก ขณะนี้ประเทศอื่นมีความก้าวหน้าเรื่อง 3 จีไปมากแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                                                                                อัญชิสา  จ่าภา         ผู้สื่อข่าว

                                                                                                                มันทนา  ศรีเพ็ญประภา          เรียบเรียง



--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
kb
http://www.healthstation.in.th/index1.html
http://camp02.blogspot.com/ camp02
http://kb1951.blogspot.com/ tkpark
http://kbparks.blogspot.com/ tkpark9
http://word1951.blogspot.com/ wordpress
http://www.baanjomyut.com/library/lotus
http://www.pwdom.com
http://weblogcamp2009.blogspot.com/2009
http://www.twitter.com/kajorn
http://www.twitter.com/BKKFlashCamp
http://camp02.readyhomepage.com
http://www.twitter.com/sun1951
http://www.twitter.com/joomlacorner
http://sun1951.vaivaitraining.com
http://sun1951.wordpress.com
http://www.educationatclick.com/th/
http://gotoknow.org/blog/krunoppol/
http://baankruaeed.wordpress.com/
http://ngaochan.hi5.com/
http://www.oknation.net/blog/subaltern
http://gotoknow.org/migrantworkers

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เลนส์(แปล) ภาษาพูด

วันที่ 05 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11562 มติชนรายวัน


เลนส์(แปล) ภาษาพูด


คอลัมน์ จูนคลื่น

by waisang@matichon.co.th




"ฉัน เห็นในสิ่งที่คุณพูด" (I see what you"re saying) .... ไม่ใช่เรื่องแปลก หากคนต่างซีกโลก แต่สามารถพูดคุยกันรู้เรื่อง โดยไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ เป็นตัวเชื่อม โลกที่ใกล้จักรวาล ชนิดมองเห็นและดูเหมือนเอื้อมมือจับต้องได้ ทำให้เอ็นอีซี (NEC) มองเห็นความต่างในการลดช่องว่างการสื่อสารด้วย "Tele Scouter" อุปกรณ์คล้ายเลนส์ (แว่นตา) ที่จะมาช่วยแปลภาษาต่างๆ ที่โปรแกรมตั้งค่าไว้ ให้เราเข้าใจได้ชนิดคำต่อคำ (แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบก็ตามที) โดยไม่ต้องเปิดพจนานุกรมหาคำ หาประโยคคุยกันให้รู้เรื่อง จะไม่ใช่ปัญหาอีกแล้ว เฉกเช่นซีรีส์ หรือหนังดัง Star Trek อีกต่อไป

เอ็น อีซีพัฒนา "Tele Scouter" เป็นอุปกรณ์เหมือนกรอบแว่น ประกอบด้วย รีตินอล (retinal) ที่ติดกล้องและไมโครโฟน ทำหน้าที่ส่งเสียงการสนทนาไปยังคอมพิวเตอร์แบบพกพา เสียบไว้ที่เอวของผู้ใช้ ทำหน้าที่เปลี่ยนเสียง ส่งเป็นข้อมูลไปยังเซิร์ฟเวอร์ระยะไกล รับหน้าที่ประมวลผลการแปลงเสียงพูด ให้ออกมาเป็นข้อความที่แปลแล้วส่งกลับไปยังเครื่อง ชงเป็นเสียงพูดหรือตัวหนังสือ ผ่านไปยังรีตินอล

ความจริงเอ็นอีซี ตั้งใจทำอุปกรณ์ดังกล่าว บันทึกข้อมูลการซ่อม หรือติดตั้งฮาร์ดแวร์ให้กับวิศวกร โปรแกรมเมอร์ และผู้เชี่ยวชาญในขณะทำงาน โดยหวังส่ง ระบบ Tele Scouter ใช้ได้ในปี 2010


หน้า 26

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01epe03051152&sectionid=0147&day=2009-11-05

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ผู้สูงวัยกับความหวังริบหรี่ การเข้าถึงคอมพิวเตอร์-อินเตอร์เน็ต

วันที่ 04 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11561 มติชนรายวัน


ผู้สูงวัยกับความหวังริบหรี่ การเข้าถึงคอมพิวเตอร์-อินเตอร์เน็ต





แนว ทางการเข้าถึงผู้สูงวัยที่ยังเข้าไม่ถึงคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตยัง ริบหรี่ เพราะโครงข่ายเชื่อมต่อเข้ายังมีราคาสูงและไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เรียกได้ว่าแทบไม่มีโอกาส แม้ภาครัฐมีแผนงานด้านการวางโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต และการฝึกอบรมผู้สูงวัยสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ แต่ดูเหมือนยังน้อยมาก มีผู้สูงวัยประมาณร้อยละ 0.0028 ที่ได้รับการฝึกอบรม เมื่อเทียบกับประชากรผู้สูงวัยที่มีอยู่กว่า 7.2 ล้านคนทั่วประเทศ

จาก เวทีประชุมวิชาการ "แนวทางสู่การเข้าถึงผู้สูงวัยที่ยังเข้าไม่ถึงคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ICT for All Symposium on "Reach The Unreached And Bridge The Digital Divide for Elderly People" จัดโดยชมรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อความเท่าเทียมกัน (ICT for All Club) เมื่อเร็วๆ นี้ มีเสียงสะท้อนกรณีดังกล่าว ....

พญ.ดวง มณี วิเศษกุล วัย 83 ปี ระบุว่า ผู้สูงวัยที่เข้าไม่ถึงคอมพิวเตอร์-อินเตอร์เน็ตที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ มติชน ฉบับวันที่ 13 ตุลาคม 2552 มีจำนวนมากที่โทรศัพท์มาสอบถามว่าชมรม ICT for All จะจัดฝึกอบรมคอมพิวเตอร์ให้ผู้สูงวัยใช่หรือไม่ พอทราบว่าเป็นการประชุมได้แสดงความรู้สึกผิดหวัง เพราะท่านเหล่านั้นต้องการที่จะลงมือปฏิบัติจริง มากกว่ามานั่งฟังภาคทฤษฎี

ในหลายประเทศที่ (กำลัง) ก้าวสู่ สังคมผู้สูงอายุ ได้วางนโยบายสำคัญ เพื่อดูแลผู้สูงอายุ ส่งเสริมการให้บริการด้านการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ อันมีส่วนลดโรคสมองเสื่อม ภาวะโรคซึมเศร้า



ประเทศ ไทยดูเหมือนการส่งเสริมการเรียนของผู้สูงวัย ด้านคอมพิวเตอร์-อินเตอร์เน็ต ยังห่างไกลกับความต้องการของผู้สูงวัยอย่างมาก แม้รัฐบาลจะเห็นชอบแผนแม่บทไอซีที ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2552-2556) โดยกำหนดให้หนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของแผนแม่บทฯ คือ การพัฒนากำลังคนด้านไอซีที และบุคคลทั่วไปให้มีความสามารถในการสร้างสรรค์ ผลิต และใช้สารสนเทศอย่างมีวิจารณญาณและรู้เท่าทัน ภายใต้มาตรการพัฒนาการเรียนรู้ไอซีทีแก่ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ และผู้สูงอายุ โดยสร้างความร่วมมือกับสภาผู้สูงอายุฯ ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ ในการจัดทำหลักสูตร จัดอบรมความรู้ไอซีทีแก่ผู้สูงอายุที่สนใจ อาจใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

แต่ดูเหมือนแผนปฏิบัติการ (Action plan) ที่จะไปสู่เป้าหมายดังกล่าวยังเลือนลาง

การ ประชุมทางวิชาการครั้งนี้ ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน บรรยายพิเศษ เรื่อง "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตเพื่อพัฒนา คุณภาพชีวิตผู้สูงวัย" และบรรยายพิเศษ เรื่อง "การพัฒนาสังคมแห่งความเท่าเทียมกันด้วยไอซีทีสำหรับผู้สูงวัย" โดย คุณสมศรี หอมกันยา ผู้แทนกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และการนำเสนอบทความทางวิชาการในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความ เหลื่อมล้ำทางดิจิตอลในประชากรผู้สูงวัย โดยนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ที่ปฏิบัติงานด้านการสอนคอมพิวเตอร์แก่ผู้สูงวัย จากนั้นเปิดเวทีให้กับผู้เข้าประชุมอภิปราย แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ "แนวทางสู่การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี สารสนเทศและความรู้ในประชากรผู้สูงวัย และการข้อเสนอแนะในการจัดทำนโยบายสาธารณะด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต การเรียนรู้ของผู้สูงอายุด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ"



ผล จากการประชุมครั้งนี้ แม้ยังไม่เห็นแนวทางชัดเจนในการช่วยให้ผู้สูงวัยสามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์ -อินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะผู้สูงวัยในต่างจังหวัดแทบจะเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นศูนย์ แต่หลายคนต่างได้ระดมความคิดความเห็นนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทาง ดิจิตอลในประชากรผู้สูงวัย สาระมีดังนี้

1.กระทรวงไอซีที ควรขยายจำนวนศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชนเพิ่มมากขึ้นทั่วประเทศ ดูแลศูนย์ให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มเป้าหมายจัดฝึกอบรมคอมพิวเตอร์-อินเตอร์เน็ตให้กับผู้สูงวัย ในปี 2553 ให้มากกว่า 200 คน เพราะตัวเลขนี้ น้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้สูงวัยที่ต้องการเรียนรู้ทั่วประเทศ

2.การ ฝึกอบรมอาสาสมัครไอซีทีชุมชน หมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อออกไปช่วยสอนหรือแนะนำการใช้คอมพิวเตอร์-อินเตอร์เน็ตให้กับผู้สูงอายุ มีการริเริ่มดำเนินการบ้างแล้ว

3.ส่งเสริมให้ลูกหลานช่วยสอน คอมพิวเตอร์ให้ผู้สูงวัยในครอบครัว เป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดและมีความยั่งยืน สร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกันในครอบครัว แต่ปัญหาที่พบคือลูกหลานมักมองว่าผู้สูงวัยไม่มีความจำเป็นต้องรู้เรื่อง คอมพิวเตอร์-อินเตอร์เน็ต ซึ่งทุกฝ่ายจะได้ร่วมมือกันประชาสัมพันธ์เรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

4.ผู้ สูงวัยที่มีรายได้พอจ่ายค่าฝึกอบรมคอมพิวเตอร์ได้ ราวหลักสูตรละ 2,500-3,500 บาท สามารถรับการฝึกอบรมกับสถาบัน หน่วยงานจัดฝึกอบรมเป็นการเฉพาะได้

5.การจัดตั้งมูลนิธิ องค์กรเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากต่างประเทศ เพื่อมาพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยด้วยคอมพิวเตอร์-อินเตอร์เน็ต

6.การออกค่ายหรือจัดฝึกอบรมคอมพิวเตอร์โดยนักศึกษา ให้ผู้สูงวัยของสถาบันการศึกษาในช่วงปิดภาคเรียน

7.การ จัดวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตราคาถูกให้ครอบคลุมทั่ว ประเทศ ฝากความหวังไว้กับเทคโนโลยี 3จี และไว-แม็กซ์ (Wi-Max) น่าจะช่วยขจัดความเหลื่อมล้ำทางดิจิตอลได้

8.การจัดทำรถอินเตอร์เน็ต เคลื่อนที่ ไปตามแหล่งชุมชนในต่างจังหวัด อย่างน้อยน่าจะช่วยให้ผู้สูงวัยรับรู้ถึงเทคโนโลยีและประโยชน์ของ คอมพิวเตอร์-อินเตอร์เน็ต

9.การดำเนินงานโครงการอินเตอร์เน็ตตำบลดู เหมือนลงทุนสูญเปล่า เพราะประชาชนยังเข้าไม่ถึง ใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย ภาครัฐควรมีการทบทวนและปรับปรุงให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่าที่เป็น อยู่

10.รัฐควรจัดบริการอินเตอร์เน็ตแบบให้เปล่า หรือมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม เช่นเดียวกับกรณีของไฟฟ้า ประปา

แม้ ว่าความเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เหล่านี้ จะมีทั้งที่น่าจะเป็นไปได้และยากที่จะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ แต่อย่างน้อยก็เป็นแนวทางที่จะก้าวต่อไปเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทาง ดิจิตอลที่มาพร้อมกับยุคสารสนเทศ (Information age) อันเป็นปัญหาที่มีความสำคัญและยิ่งใหญ่ไม่ต่างกับปัญหาความยากจนเลยทีเดียว


หน้า 26
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01epe01041152&sectionid=0147&day=2009-11-04

--
Web link
http://www.edtguide.com/SuanplooThaiMassage_486629
http://www.victam.com
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://www.niwatkongpien.com
http://sundara21.blogspot.com
http://www.educationatclick.com
http://www.pwdom.com/v1/
http://cloudbookclub.blogspot.com
http://blogok09.blogspot.com
http://thairaptorgroup.com/TRG/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=2049
http://www.ias.chula.ac.th/Thai/modules.php?name=NuCalendar

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

SME wants to keep up with you on Twitter

SME wants to keep up with you on Twitter

To find out more about Twitter visit http://twitter.com/i/85d9de311ddfe0e5122f4edfe8446667c4a3f85e

Thanks,
— The Twitter Team

About Twitter

Twitter is for discovering and sharing what's happening right now through the timely exchange of short, public messages. Since its inception in 2007, this open exchange of information has transformed Twitter from a simple social utility to a new kind of communication with the potential for positive global impact. Individuals and organizations alike are encouraged to try Twitter for a variety of uses ranging from social to commercial.

This message was sent by a Twitter user who entered your email address. If you'd prefer not to receive emails when other people invite you to Twitter you can opt-out

Please do not reply to this message; it was sent from an unmonitored email address. This message is a service email related to your use of Twitter. For general inquiries or to request support with your Twitter account, please visit us at Twitter Support.

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2552

[netizen] ขอหารือเรื่อง QOS ของบริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย



 

จาก: Kan Yuenyong <sikkha@gmail.com>
วันที่: ตุลาคม 31, 2009 2:07 หลังเที่ยง
หัวเรื่อง: [netizen] ขอหารือเรื่อง QOS ของบริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย
ถึง: thainetizen@googlegroups.com, Sugree Phatanapherom <sugree@gmail.com>


เรียนทุกท่าน

วันนี้มี discuss กันใน twitter เกี่ยวกับปัญหาเรื่อง QOS ของอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ที่เข้าใจว่ามี speed ช้าลงมาก (แบบเห็นได้ชัด)

ข้อสันนิษฐานสองข้อคือ

1. ปัญหาเรื่อง ความคับคั่งของ traffic จากท่อทั้งในประเทศ (domestic bandwidth) และระหว่างประเทศ (international bandwidth)
2. ปัญหาเรื่องการ surveillance ของ isp (ซึ่งอาจได้รับนโยบายจาก ไม่ กทช. ก็ กสท หรือ ไอซีที)

ข้อสังเกตเบื้องต้น

1. domestic bandwidth มีต้นทุนถูกมาก (เท่าที่ผมทราบมา) isp ไม่น่ามีปัญหาในส่วนนี้มากเท่ากับ international bandwidth ซึ่งโครงสร้างตรงนี้อยู่ภายใต้การผูกขาดของ กสท. (เป็นอีกประเด็นหนึ่ง)
2. คุณ sugree ได้ให้ข้อสังเกตมาว่า "true ใช้ ironport คงไม่ได้เอามาเป็น cache ละมั๊ง isp หลายเจ้ามันแก้ header กันแบบเกือบจำของเก่าไม่ได้ด้วยนะ" และ "connection reset by peer ถี่มาก"

ปัญหา QOS กระทบกับความพึงพอใจ และข้อสัญญาต่อลูกค้าของ ISP โดยรวมไม่ว่าจะเป็น ลูกค้ารายบุคคล หรือลูกค้าธุรกิจ


 เฉพาะหน้า ผมคิดว่า เราน่าจะมีการระดมความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ และ take action ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ (กทช/กสท/ICT) เพื่ออย่างน้อย ประกาศมาตรการที่โปร่งใสเกี่ยวกับการทำ surveillance technic และผลกระทบต่อ QOS ของการบริการที่มีผลกระทบกับ ISP ทุกราย ไม่ใช่แอบมุบมิบทำกัน

ถ้าใครมีข้อสังเกต หรือคำแนะนำใดเพิ่มเติม แจ้งเข้ามาหรืออยากให้ช่วยกันแสดงความเห็นได้เลยครับ

ด้วยความนับถือ
กานต์ ยืนยง

--
Siam Intelligence Unit :
http://www.siamintelligence.com

--~--~---------~--~----~------------~-------~--~----~
Thai Netizen Network
http://thainetizen.org/

----
u rcvd diz msg bcoz u r sbscbd 2 d "Thai Netizen Network" grp.
post, email thainetizen@googlegroups.com
leave, email thainetizen+unsubscribe@googlegroups.com
info, http://groups.google.com/group/thainetizen
-~----------~----~----~----~------~----~------~--~---




--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
chun
http://tham-manamai.blogspot.com /sundara        
http://dbd-52hi5com.blogspot.com/ dbd_52
http://thammanamai.blogspot.com/ อายุวัฒนา
http://sunsangfun.blogspot.com/ suntu
http://originality9.blogspot.com/ originality
http://wisdom1951.blogspot.com/ wisdom

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

กระชับสัมพันธ์ ไทย-ภูฏาน ร่วมมือด้านอิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์

วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11554 มติชนรายวัน


กระชับสัมพันธ์ ไทย-ภูฏาน ร่วมมือด้านอิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์


โดย ชมพูนุท นำภา



ระหว่าง ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กำลังมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังกับการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศให้ก้าวทันโลกอยู่ นั้น ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะยื่นมือออกไปช่วยเหลือเกื้อกูลมิตรประเทศด้วยการ แบ่งปันความรู้เพื่อเป็นการก้าวเดินไปพร้อมๆ กันด้วย

ล่าสุดกลาง เดือนกันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นำโดย *คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช* รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เดินทางไปยังราชอาณาจักรภูฏาน ร่วมประชุมกับกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสาร ของภูฏาน เรื่องความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ ครั้งที่ 3

*ภูฏาน* ชื่อประเทศมีความหมายว่า ดินแดนของมังกรสายฟ้า ปกครองโดยกษัตริย์ที่ยึดเอาความสุขมวลประชาชาติ (GNH-Gross National Happiness) เป็นตัวตั้ง เป็นอีกหนึ่งประเทศในเอเชียใต้ที่ยังรักษาธรรมชาติ และวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ที่เห็นได้ชัดคือการนับถือศาสนาพุทธ นิกายมหายาน การแต่งกายด้วยชุดประจำชาติ และยังใช้ภาษาซองคาซึ่งเป็นภาษาประจำชาติในการพูดคุย แม้จะมีภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการอีกหนึ่งภาษาก็ตาม

แต่ในยุคโลกา ภิวัตน์ที่กระแสวัฒนธรรมตะวันตกไหลบ่าอย่างที่ไม่รู้ว่าจะยับยั้งได้หรือไม่ นั้น รัฐบาลภูฏานจึงเกรงว่าวันหนึ่งภาษาซองคาจะเลือนหายไป หากไม่มีการอนุรักษ์ไว้แต่เนิ่นๆ

จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกัน ระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเน็กเท็ก กับกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสาร ของภูฏาน ในการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยเก็บรักษาภาษาประจำชาติเอาไว้

*พันธ์ ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์* ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือเน็กเท็ก อธิบายว่า ความร่วมมือกับภูฏานด้านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสารของภูฏานไปพบกับนายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในขณะนั้น เพื่อขอความร่วมมือระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์ไทยกับภูฏาน โดยอยากให้ไทยเข้าไปช่วยเกี่ยวกับไอซีที โดยเฉพาะเรื่องงานวิจัยและองค์ความรู้ต่างๆ จึงตกลงและตั้งเป็นคณะทำงานขึ้นมา โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เป็นระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2551-2553 และจากการประชุมร่วมกันได้ข้อตกลงว่าไทยจะช่วยเหลือเรื่องการใช้เทคโนโลยีมา จัดเก็บภาษาซองคา ภาษาประจำชาติภูฏาน ด้วย Text-to-Speech และ Optical Character Recognition หรือ OCR

(บน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำโดยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประชุมร่วมกับ เลียนโป นันดาลาลไร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสาร และคณะราชอาณาจักรภูฏาน (ซ้ายล่าง) ชาวภูฏานเดินภาวนาตามวิถีชาวพุทธนิกายมหายาน (ขวาล่าง) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และคณะเยี่ยมชมตำรายาสมุนไพรเก่าแก่เป็นภาษาซองคา



พันธ์ ศักดิ์ อธิบายหลักการของโอซีอาร์ว่า หากเราจะจัดเก็บข้อมูลที่เป็นเอกสารเก่าๆ หากนำมาพิมพ์จะใช้เวลานานมาก แต่ถ้าเรานำไปสแกนแล้วนำไปให้คอมพิวเตอร์อ่านตัวหนังสือจากภาพถ่ายแล้ว แปลงออกมาเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ได้ แล้วค่อยนำมาปรับแก้อีกเล็กน้อยก็สามารถจัดเก็บได้ทันที ซ้ำยังใช้พื้นที่ในการจัดเก็บน้อยกว่าภาพถ่ายด้วย

"ที่ภูฏานโอซี อาร์ยังมีปัญหาอยู่ เนื่องจากว่าตัวอักขระของภูฏาน มันมีความซับซ้อนกว่าภาษาไทยเยอะ ในขณะที่ภาษาไทยมี 3 ชั้น แต่ภูฏานคำของเขาเขียนกันถึง 6 ชั้น บางคำยังเอาชั้นมาต่อกันอีก กลายเป็นตัวใหม่ไปเลย ทีนี้เครื่องคอมพิวเตอร์เขายังไม่สามารถจะแบ่งเป็นตัวอักขระได้ขนาดนั้น ก็เลยต้องมาช่วยกันคิดว่าจะสามารถเขียนโปรแกรมอะไรให้รองรับตรงนี้ได้"

ส่วน Text-to-Speech ปัจจุบันนี้ผลก้าวหน้าไปกว่า 70% แล้ว ลักษณะการทำงานคือ นำภาษาซองคาใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ไป แล้วคอมพิวเตอร์สามารถอ่านออกมาเป็นภาษาคนพูดได้

"เราจะให้เฉพาะ วิธีการ แต่นักวิจัยภูฏานต้องไปทำรายละเอียดเอง เช่น การจัดเก็บประโยค การจัดเก็บคำ หรือว่าการที่คอมพิวเตอร์จะพูดให้ดีอย่างไรนั้นเขาต้องทำเอง ช่วงระยะเวลา 2 ปี ที่ผ่านมาทำอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันนี้นักวิจัยภูฏานที่ฝึกกับเราเขาก็สามารถที่จะเขียนโปรแกรมให้ เครื่องคอมพิวเตอร์มันออกเสียงภาษาภูฏานได้แล้ว แต่ว่ายังเป็นห้วงๆ เป็นคำๆ อยู่ ยังไม่ชัดเจน ฟังต่อเนื่องก็จริง แต่ยังไม่เหมือนเสียงคนพูด ก็คิดว่าเราคงจะพัฒนาตรงนี้ต่อ" พันธ์ศักดิ์กล่าว

เลียนโป นันดาลาลไร


สำหรับ การประชุมครั้งล่าสุดนี้ หน้าที่ของพี่เลี้ยงอย่างเน็กเท็กที่จะต้องทำต่อคือ 1.ทำให้โอซีอาร์มีความฉลาดมากขึ้น และ 2.การทำ Text-to-speech ให้พูดภาษาภูฏานได้เนียนขึ้น

พันธ์ศักดิ์บอกอีกว่า นอกเหนือจากทั้งสองเรื่องแล้วยังมีการคุยเรื่องการพัฒนาให้คอมพิวเตอร์เข้า ใจภาษาต่างๆ อย่างอัตโนมัติ หรือ Speech to speech Translation (STS) เช่น เมื่อเราพูดใส่คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ก็จะประมวลผลมาเป็นตัวอักษรของภาษานั้น แล้วคอมพิวเตอร์ก็สามารถเอาตัวอักษรภาษานั้นไปแปลงเป็นคำพูดอีกทีหนึ่ง

"ยก ตัวอย่าง ถ้าพูดด้วยภาษาซองคา คอมพิวเตอร์ก็จะแปลงเป็นตัวอักษรซองคา จากตัวอักษรซองคาก็สามารถนำไปแปลงเป็นภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากลได้ ทีนี้ประเทศไทยซึ่งมีภาษาอังกฤษอยู่แล้ว เราก็อาจจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นตัวกลาง จึงอาจเป็นไปได้ว่าเราพูดกับคอมพิวเตอร์ฝั่งหนึ่งเป็นภาษาไทยก็จะแปลงเป็น ภาษาซองคาได้ นี่คือความท้าทาย

ตอนนี้เน็กเท็กเราก็จะมีความร่วม มือกับ 9 ชาติในอาเซียน ซึ่งเราก็จะชวนภูฏานด้วย แล้วในอนาคตอาจเป็นไปได้ว่า คนในอาเซียนทั้ง 9 ชาติ จะติดต่อกันได้โดยการพูดภาษาของตัวเอง ข้อดีคือแต่ละชาติจะยังสามารถรักษาภาษาตัวเองไว้ได้ เรื่องนี้เป็นความท้าทายที่กลุ่มเอเชียอยากจะทำ ตั้งใจว่าอีก 3-4 ปี น่าจะสมบูรณ์"

พันธ์ศักดิ์บอกอีกว่า นอกเหนือจากงานที่ทำร่วมกันแล้ว สิ่งที่ได้มาอย่างชัดเจน คือ เป็นการเสริมสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างสองประเทศ จะเห็นว่าคนภูฏานส่วนใหญ่ค่อนข้างชอบเมืองไทย หลายคนเคยไปกรุงเทพฯอย่างน้อย 1 ครั้ง นอกจากนั้นภูฏานยังมองประเทศไทยเป็นประตูที่จะเปิดไปสู่โลกภายนอกด้วย ทำให้ตอนนี้สินค้าในประเทศภูฏานที่นำเข้ามาจากไทยอยู่อันดับสองรองจาก อินเดียเท่านั้น และในอนาคตนี้ภูฏานกำลังขยายพัฒนาประเทศอีกมาก ดังนั้นการที่ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นก็จะมีผลที่จะตามมาอีกมาก

ดัง ที่ *คุณหญิงกัลยา* ได้สรุปว่า การช่วยเหลือกันระหว่างสองประเทศนั้น เป็นการช่วยเหลือที่เป็นแบบประเทศพี่ช่วยประเทศน้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยกับภูฏานมีความคล้ายคลึงกันหลายด้านทั้งระบบกษัตริย์ และศาสนา อีกทั้งราชวงศ์ทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดอย่างมาก ฉะนั้นการเชื่อมต่อในด้านอื่นๆ ก็จะทำให้กระชับความสัมพันธ์มากขึ้น ซึ่งจะทำให้เขารู้จักคนไทย เชื่อมั่นคนไทย ศรัทธาคนไทย ว่าคนไทยมีความรู้ความสามารถที่จะเกื้อกูลกันได้ ทุกวันนี้คนภูฏานหันมาซื้อของจากเมืองไทย ทุกอาทิตย์จะมีนักธุรกิจของภูฏานไปซื้อของแล้วส่งกลับบ้านเป็นคอนเทนเนอร์ มากขึ้นเรื่อยๆ เขาพบว่าคุณภาพของสินค้าประเทศไทยได้มาตรฐาน ตอนนี้คนภูฏานก็ไปประเทศไทยค่อนข้างมาก รวมถึงข้าราชการก็ไปดูงานที่เมืองไทย

"สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถ้าไม่ได้มีการเริ่มต้นก็จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน"*คุณหญิงกัลยากล่าวอย่างเชื่อมั่น



เลียนโป นันดาลาลไร


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสาร ราชอาณาจักรภูฏาน

ปัญหา ที่ภูฏานประสบอยู่ในปัจจุบันนี้ คือการที่จะดูแลภาษาดั้งเดิม ดังนั้นจึงต้องการเทคโนโลยีที่จะนำมาช่วยอนุรักษ์ตรงนั้นเอาไว้ ซึ่งตอนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นซึ่งต้องใช้เวลาต่อไป

และที่เลือก จะร่วมงานกับประเทศไทย เพราะว่าคนไทยมีความจริงใจ ซื่อสัตย์ รัฐบาลภูฏานจึงมั่นใจว่าการร่วมงานกับประเทศไทยจะสามารถทำตามสิ่งที่สัญญา กันไว้ได้

กับคำถามว่าจะใช้เทคโนโลยีให้สมดุลกับวัฒนธรรมดั้งเดิมได้อย่างไร???

เลียน โป นันดาลาลไร ยิ้มก่อนตอบว่า ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์จากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยังอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ได้ เหนือสิ่งอื่นใดคือเรื่องสถาบันกษัตริย์ที่เรามีเหมือนกัน จึงสามารถเรียนรู้แลกเปลี่ยนกันได้

"ผมชอบคนไทยที่สุภาพใจดี ไม่ค่อยเห็นคนไทยโกรธ แม้ว่าโกรธก็ยังจะยิ้ม" เลียนโปกล่าว


หน้า 20


--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
chun
http://tham-manamai.blogspot.com /sundara        
http://dbd-52hi5com.blogspot.com/ dbd_52
http://thammanamai.blogspot.com/ อายุวัฒนา
http://sunsangfun.blogspot.com/ suntu
http://originality9.blogspot.com/ originality
http://wisdom1951.blogspot.com/ wisdom

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552

อภิศิลป์ ตรุงคกานนท์ แรงบันดาลใจจากทวิตเตอร์

อภิศิลป์ ตรุงคกานนท์ แรงบันดาลใจจากทวิตเตอร์


สมคิด เอนกทวีผล
 Positioning magazine   กันยายน 2552

อภิศิลป์ ตรุงคกานนท์ นักบรรยายและนักเขียนชื่อดังในโลกออนไลน์ เจ้าของหนังสือ “รวมฮิต Twitter” เล่มแรกของไทย จากการจับกระแสความดังของทวิตเตอร์จนสามารถแปรเปลี่ยนให้เป็นเงิน และเป็นเครื่องมือการตลาดได้ก่อนใคร

ด้วยอาชีพนักบรรยายให้ความรู้ตามบริษัทและหน่วยราชการต่างๆ เกี่ยวกับ “ออนไลน์ มาร์เก็ตติ้ง” ทำให้อภิศิลป์ต้องติดตามหาความรู้ เทรนด์ใหม่ๆ ในโลกออนไลน์ และเขาก็พบกับประโยชน์ “ความเรียบง่าย” ของ Twitter กับบริการส่งข้อความสั้นเพียงแค่ 140 ตัวอักษร คิดอะไร รู้สึกอะไร ก็พิมพ์ได้เลย ไม่ต้องใช้เวลาเหมือนกับเขียนบล็อก

“ผมรู้จัก Twitter ได้ปีกว่า จาก @sugree (ชื่อใน Twitter ของ สุกรี พัฒนภิรมย์) ซึ่งเป็นผู้ปลุกกระแส Twitter ในไทย ตอนนั้นมีคนไทยบน Twitter ไม่เยอะ มันเลยไม่ค่อยสนุก แต่ตอนหลังเริ่มมีเพื่อนเข้าไปเล่นกันเยอะขึ้น ความสนุกมันเลยอยู่ที่เรารู้ว่าใครกำลังทำอะไรอยู่ และได้นำเสนอสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ให้คนอื่นรู้ด้วย”
Twitter จึงกลายเป็นหนึ่งในหัวข้อที่เขาหยิบยกขึ้นมาบรรยากาศ และใช้เป็น “สื่อ” ให้คนภายนอกได้ติดตาม เช่น ถ่ายรูปในงานสัมมนาที่เขาเป็นวิทยากร อัพโหลดขึ้น Twitter ผ่าน TwitPic เสมือนรายงานสดทางทีวี แต่เป็นข้อความสั้นๆ ต่อกัน พร้อมภาพนิ่งที่คนอ่านติดตามอ่าน

“มันง่ายและรวดเร็ว ไม่ว่าจะใช้บนมือถือหรือจอคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศ แน่นอนว่าสิ่งที่ผมได้รับก็คือ การสร้างแบรนด์ให้กับตัวเองไปด้วยในตัว”

อภิศิลป์ยังเป็นติดตามอ่านข้อมูลข่าวสาร จาก Tweet ของคนอื่นๆ อยู่ตลอด เช่นที่เขาถ่ายทอดตัวอย่างการติดตาม Tweet ของคนดัง

“อย่างใครจะรู้ว่าคุณกรณ์น้อยใจที่สื่อมวลชนไม่ค่อยให้ความสำคัญตอนที่ ไปบรรยายเรื่องโครงการไทยเข้มแข็งที่เชียงใหม่ แต่สื่อกลับสนใจแต่เรื่องคุณกรณ์ไปดูหมีแพนด้า คนจะรู้เรื่องแบบนี้ได้ก็ต้องเคยกด Following ตามอ่าน @KornDemocrat เท่านั้น”

“Twitter ทำให้รู้สึกเหมือนมีเพื่อนอยู่ตลอดเวลา” อภิศิลป์ฟันธงถึงเสน่ห์ของ Twitter ที่ทำให้คนติดกันทั่วโลก เพราะนอกจากการใช้งานแล้ว อภิศิลป์พบว่าตัวเองเล่นสนุกกับ Twitter มากกว่าใช้งานจริงจังเสียอีก ไม่ว่าจะเล่นผ่านมือถือเมื่ออยู่นอกสถานที่ หรือเล่นบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่บ้าน

“เมื่อนั่งเล่นอยู่หน้าคอม เปิดเจอเว็บอะไรที่น่าสนใจ ผมก็ชอบโพสต์ลง Twitter เพื่อแบ่งปันให้ Follower ของผมอ่านด้วย เป็นความสนุกที่ได้แบ่งปันกัน”

ด้วยนิสัยนักถ่ายทอดความรู้ที่อภิศิลป์มีอยู่เต็มตัว เขามักชักชวน แบรนด์สินค้าที่อยู่บน Social Network อื่นๆ เช่น Facebook ให้มาลองเล่น Twitter อยู่เสมอ เช่น บริษัทหนัง GTH ที่เขาชื่นชมหน้าเฟซบุ๊คเพราะมีตัวละครจากหนัง “หนีตามกาลิเลโอ” มาเปิดตัวเป็นบุคคลสมมติบนนั้น และพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับแฟนหนัง

เมื่อชื่นชมแล้วก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ ด้วยนิสัยชอบแบ่งปันความรู้ที่อภิศิลป์มีอยู่เต็มตัว เขาชักชวนให้ GTH ที่โดดเด่นบน FaceBook อยู่เดิมนั้นมาลองเข้ามาเล่น Twitter ด้วย

@GTHchannel จึงกลายมาเป็นหน้า Twitter โปรดของอภิศิลป์ ที่เขาติดตามมากที่สุด ซึ่งนอกจากนี้ทาง GTH ยังเปิดหน้า Twitter ให้ตัวละครสาวน้อยทั้งสองตัวในหนังคือ @noonnitta ของนุ่น (รับบทโดยเต้ย) @chee_rer ของเชอรี่ (รับบทโดยต่าย) ซึ่งเป็นตัวละครหลักในหนังเรื่อง “หนีตามกาลิเลโอ” โดยทั้งสองคนนี้จะคุยกันผ่าน Twitter เสมือนว่าทั้งสองออกมาจากหนังแล้วมาคุยกันบนโลกความเป็นจริง

“ความจริงถ้าหนังเรื่องนี้วางแผนการใช้ Twitter ตั้งแต่ตอนถ่ายทำ โดยให้ตัวละครในหนังใช้มือถือถ่ายรูปตอนที่อยู่ต่างประเทศ แล้วอัพโหลดขึ้น Twitter เก็บไว้ พอหนังฉายก็ค่อยเปิด Twitter ให้คนเข้าไปย้อนดู คนดูจะรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับเข้าไปในบรรยากาศในหนัง แต่เป็นการซึมซับความรู้สึกผ่าน Twitter แทน” อภิศิลป์คิดกลยุทธ์เพิ่มเติมที่น่าจะทำได้หากเตรียมไว้ก่อนหนังเข้าฉาย

เทคนิคที่อภิศิลป์ใช้คือการ “ยืมมือ” เพื่อนๆ และแฟนๆ “Follower” ในทวิตเตอร์ของเขาเองมาสร้างกระแส โดยให้ใครก็ได้ที่อยากได้หนังสือฟรี คิดและพิมพ์ข้อความอะไรก็ได้ แต่ต้องมีคำว่า # รวมฮิต Twitter อยู่ในข้อความด้วย แล้วอภิศิลป์เองจะตรวจสอบได้ด้วยการเสิร์ชหาใน twitter.com เอง

“ผมใช้ Twitter เพื่อโปรโมตหนังสือรวมฮิต Twitter ของผมเอง ผมเพียงแค่บอกให้ผู้ใช้ Twitter ส่งข้อความอะไรก็ได้ ขอให้มีคำว่า #รวมฮิต Twitter ติดอยู่ในข้อความด้วย เขาก็จะมีสิทธิ์ลุ้นรับหนังสือฟรี”

อภิศิลป์เป็นคนแรกๆ ในไทยที่ใช้วิธีนี้ เป็นแรงบันดาลใจให้ธุรกิจต่างๆ ในไทยนำวิธีนี้ไปใช้บ้าง เขาเผยเทคนิคสำคัญว่าในการจะสร้างกระแสด้วยวิธีนี้ ต้องไม่ลืมที่จะให้ทุกๆ คนใส่เครื่องหมาย “#” หรือที่เรียกว่า Hashtag ไว้หน้าคำคีย์เวิร์ดนั้นด้วย เพราะจะทำให้ Twitter ค้นเจอได้ง่าย ได้อันดับแรกๆ ในผลเสิร์ช และตรวจสอบง่าย

“แคมเปญนี้ทาง สนพ. แจกหนังสือให้ 20 เล่ม มีคนทวีต #รวมฮิต Twitter ไปนับพันคน หลายพันข้อความ ถือว่าประสบความสำเร็จมากสำหรับการโปรโมตหนังสือไปยังกลุ่มเป้าหมายโดยแทบจะ ไม่มีต้นทุนอะไรเลย (มีแค่ค่าหนังสือ 20 เล่ม) ได้ผู้ใช้ Twitter มาเป็นพวกเดียวกันที่ช่วยกันบอกต่อ เชียร์หนังสือเล่มนี้ออกไปสู่คนภายนอกด้วย”

ทุกวันนี้อภิศิลป์เพลิดเพลินกับการใช้ Twitter เป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้ ผสานกับการสร้างแบรนด์สร้างกระแสให้อาชีพนักบรรยายและนักเขียนของตัวเอง และที่ขาดไม่ได้คือให้ Twitter เปลี่ยนโทรศัพท์มือถือของเขาให้กลายเป็นสังคมแก้เหงาแบบเรียลไทม์ที่คุยเบ็ด เตล็ดได้ไม่จำกัดหัวข้อและไม่จำกัดเวลา

ผู้ติดตาม

คลังบทความของบล็อก

เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
http://facthai.wordpress.com/ ต้องรู้เท่าทันในการรับรู้ข่าวสารจากทุกแหล่งข่าว/ FACT - Freedom Against Censorship Thailand กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย http://facthai.wordpress.com/ http://twitter.com/jiew