"เชิญชวนทุกท่านร่วมสร้างสรรค์กฎหมายเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน"

อินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน
Blognone
Share |

Suthichai Online - ข่าวประจำวัน

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

นายก ส.ผู้ส่งออกข้าวหญิงคนแรก กอบสุข เอี่ยมสุรีย์ ของแพงคือของดี ของดีคือข้าวไทย


วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4179  ประชาชาติธุรกิจ


นายก ส.ผู้ส่งออกข้าวหญิงคนแรก กอบสุข เอี่ยมสุรีย์ ของแพงคือของดี ของดีคือข้าวไทย


สัมภาษณ์




"กอบ สุข เอี่ยมสุรีย์" ทายาทกมลกิจกรุ๊ป ผู้ส่งออกข้าวนึ่งรายใหญ่และผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าว ถือเป็นผู้หญิงคนแรกที่ก้าวสู่ตำแหน่งนายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย วาระปี 2553-2554 แทน "ชูเกียรติ โอภาสวงศ์" ที่หมดวาระลงในปี 2552 พร้อมเปิดใจให้สัมภาษณ์ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงภารกิจภายใต้แรงกดดันของการนำอุตสาหกรรมข้าวไทยสู่ยุคการค้าเสรี ตามกรอบการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งมีกำหนดจะลดภาษีสินค้าข้าว 0% สำหรับอาเซียนเดิม 6 ประเทศในปีนี้และอีกที่เหลืออีก 4 ประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) โดยจะทยอยลดภาษีจนเป็น 0% ในปี 2558 ซึ่งจะทำให้ทุกประเทศกลายเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

- หลังเปิดเสรี AFTA การส่งออกข้าว จะเป็นอย่างไร

ปัจจุบัน โครงสร้างอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปมาก สมัยก่อน 40-50 ปี โรงสีเสียเปรียบมากที่สุด ส่วนชาวนาก็ยังมีรัฐบาลที่ให้การสนับสนุน ต่อไปเมื่อมีการเปิดเขตการค้าเสรี ตอนนี้เปิดแค่ปลายข้าวเพื่ออุตสาหกรรม เราก็ยังไม่ได้รับผลกระทบต่อภาคการส่งออก AFTA ไม่ได้น่ากลัว เพียงแต่ควบคุมได้จริงหรือไม่ เราก็ไม่ต่างไปจากเดิม ภาษีลดลงกลไกการซื้อข้าวก็ยังเหมือนเดิม

แต่ในอนาคตอาจมีผลจะทำให้ เกิดการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม เพราะเมื่อ เปิดแข่งขันเสรี ก็จะทำให้มีกลุ่มผู้เล่น มากขึ้น นอมินีหรืออะไรก็เปิดตัวออกมา ธุรกิจข้าวมีทั้งกลุ่มโบรกเกอร์ต่างประเทศและเอ็นยูสเซอร์ (ผู้ใช้สินค้า) เช่น จากตะวันออกกลางที่สนใจอยากลงมาเล่นเอง ที่ผ่านมาก็มีเข้ามาบ้างพอสมควร ซึ่งถ้า เข้ามาจริง ไทยสู้ไม่ได้เรื่องเงินทุน เพราะแม้แต่รายใหญ่ของไทยก็ยังใหญ่ไม่เท่า และนโยบายของรัฐบาลระยะยาว ธุรกิจเกษตรเหมือนคมนาคม ถ้ารัฐบาลเห็นว่า เกษตรเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารของประเทศ จะเปิดเสรีหรือวางกรอบการเปิดเสรีแค่ไหน ถ้าเปิดจะต้องปรับเปลี่ยนกฎระเบียบกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายต่างด้าว จะปรับให้สอดคล้องกับนโยบายหรือไม่ และต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้น

การเปิดตลาด AFTA ไม่ได้เสรีจริงเพราะประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งเป็นผู้นำเข้า เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ก็ไม่ได้ลดภาษี 0% อย่างที่เราคิด ฟิลิปปินส์ มีการกำหนดโควตานำเข้า 370,000 ตันต่อปี จึงได้ภาษี 0% ซึ่งขึ้นอยู่กับการจัดสรรของฟิลิปปินส์ ผู้ส่งออกเราต้องหันมาแข่งกันสร้างสถิติส่งออกกันเองและเรายังไม่รู้ว่า เปรียบเทียบกับเวียดนาม ราคาข้าวขณะนี้ แต่ยังเสียภาษีนำเข้าในอัตราปกติ (เป็นกลุ่มอาเซียนใหม่มีกำหนดลดภาษีล่าช้ากว่าอีก 5 ปี) จะมีความ แตกต่างกันมากแค่ไหน

ตอนนี้ เวียดนาม เบียดแชร์ตลาด ข้าวขาว 25% ของไทยสำเร็จแล้วเหลือแต่ข้าวขาวคุณภาพคือ ข้าว 5% กับข้าว 100% ผู้ส่งออกข้าวขาวเหนื่อยกับการที่ผลผลิตมากขึ้น ราคาสูงกว่าเวียดนามมากขึ้นจนไม่รู้จะนำเสนออะไร จากอดีตที่ห่างแค่ 30-40 เหรียญสหรัฐ/ตันก็ยังแข่งขันได้ และไม่เพียงเท่านั้นอนาคตอีก 2-3 ปี ข้าวคุณภาพอย่างอย่างข้าวหอมมะลิก็มีการแข่งขันมากขึ้น จำนวนคู่แข่งใหม่เพิ่มขึ้นอย่างเช่น พม่า ก็หันมาผลิตส่งออกข้าว เพิ่มขึ้นเป็นหลักล้านตันเท่ากับว่า ภาวะการแข่งขันรุนแรงทั้งกลุ่มผู้ส่งออกกันเอง และยังต้องแข่งขันกับต่างประเทศมากขึ้นอีก

- การปรับตัวของผู้ส่งออกข้าว

อนาคต ของธุรกิจข้าว เราต้องสู้ด้านคุณภาพ หนีขึ้น ตลาดบน เป็นทางเดียว ที่เราจะอยู่ได้ เพราะข้างล่างมีคู่แข็งแรงขึ้น การใส่เทคโนโลยีใหม่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพิ่มมูลค่า รวมไปถึงการทำตลาด เป็นสิ่งสำคัญ โดยจะต้องเพิ่มสัดส่วนการบริโภคข้าวพรีเมี่ยมที่มีคุณภาพ ราคาสูงให้มีปริมาณมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มตลาดใหม่ที่มีฐานะเศรษฐกิจเติบโตขึ้น ทั้งจีน อินเดีย พอร่ำรวยก็ซื้อของดี เราต้องไปส่งเสริมว่า ของแพงคือของดี ของดีคือข้าวไทย

ส่วนการตั้งตัวเป็นแกนนำกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อขายข้าวร่วมกัน เป็นไปได้ยาก เพราะแต่ละประเทศมีเงื่อนไขภายใน แตกต่างกัน เช่น เวียดนามเมื่อราคาข้าว สูงขึ้น ก็มีผลต่อเงินเฟ้อในประเทศ ดังนั้นหากจะทำก็ต้องศึกษาให้ดี ส่วนการปรับย้ายฐานการลงทุนไปปลูกข้าวในประเทศที่สาม ก็มีผู้ส่งออกเคยทำมาหลายรายที่ไปลงทุนปลุกข้าวที่แอฟริกา แต่ต้องยอมรับว่า ได้บ้างไม่ได้บ้างเพราะมีความเสี่ยงความผันผวนในแต่ละประเทศ

- นโยบายรัฐกับทิศทางการส่งออก

การ ช่วยเหลือชาวนาดูแลราคาสินค้าเกษตรเป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐบาลต้องทำ ทุกประเทศไม่เว้นแต่เฉพาะไทย ก็มีการดูแลสินค้าเกษตรที่มีความเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่นโยบายรัฐบาลในการช่วยเหลือชาวนา ก็มีผลในแง่ต้นทุนของผู้ส่งออก เพราะที่ผ่านมาการใช้โครงการรับจำนำผู้ส่งออกไม่ชอบ แต่คนอื่นอาจจะชอบ เพราะ บิดเบือนกลไกตลาด ต้นทุนมาแพง เราก็ต้องทำปรับปรุงข้าวเพื่อเรียกราคาให้ตรงกับต้นทุน เมื่อปรับมาใช้นโยบายประกันราคาดีกับภาคการส่งออกมากกว่า เพราะราคาควรอยู่ในระดับที่เหมาะสม จึงจะแข่งขันได้ แต่ยังเป็นห่วงว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะมีผลกับนโยบายหรือไม่

ส่วนนโยบายการสร้างคลังสินค้า/ไซโล รัฐบาลไม่ควรทำ ไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยง หากทำไซโลรัฐบาลต้องเสียงบประมาณในการลงทุน การบริหารจัดการต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงและเป็นเรื่องที่ไม่ถนัด เหมือนบริษัทเอกชนก็จะเลือกใช้เอาต์ซอร์ซแทนการตั้งแผนกหนึ่ง ซึ่งจะมีต้นทุนสูงกว่า และประการที่สอง เมื่อไม่มีการจำนำก็ไม่มีการเก็บสต๊อกสินค้ารัฐบาล แม้ว่าจะมีการรับซื้อข้าวเปลือกเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาบ้าง แต่มีปริมาณน้อย ไม่จำเป็นต้องสร้าง สต๊อก ที่เรากังวล เรื่องความโปร่งใส ไม่ใช่เรื่องคู่แข่ง เพราะรัฐบาลมาเป็นผู้ส่งออก ไม่เหมาะหรอก ถึงจะมาเก็งตลาดก็ช้าเพราะมีกระบวนการที่ต้องเข้าที่ประชุม ต่าง ๆ กว่าจะผ่าน ครม.ไม่ทันการแล้ว ราคาแต่ละวันผันผวนมาก พอมีข่าวระบายข้าว 500,000 ตันราคาก็ตกต่ำ ถ้าหากรัฐบาลกำหนดชัดเจนไป เช่น ทุก 15 วันระบายคราวละ 50,000 ตัน ตลาดก็ไม่ตื่นเต้นแล้ว ไม่จำเป็นต้องขายเพื่อส่งออก จะขายภายในประเทศก็ได้

- แนวทางการทำงานในช่วง 2 ปี

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ยังสานต่อบทบาทที่จะเป็นตัวกลางเชื่อมโยงบูรณา ทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำ จะคุยทั้งชาวนา โรงสี และหยง เพื่อรวบรวมและนำเสนอข้อมูลไปยังรัฐบาล แม้ที่ผ่านมาทุกคน จะมีธง ก็ไม่ควรออกมาโจมตีกัน ไม่ใช่ว่าเราต้องมีคนหนึ่งแพ้ อีกคนหนึ่งชนะ อาจจะชนะกันทั้งสองฝ่ายก็ได้ เราต้องกำหนดแนวทางที่พอใจร่วมกันเสนอให้กับรัฐบาล เพราะถึงอย่างไรรัฐบาลมีบทบาทสำคัญที่วางนโยบายที่มีผลดี-ผลเสียต่อ อุตสาหกรรม ซึ่งนโยบายนั้นก่อให้เกิดการขัดกันอย่างรุนแรง เราต้องสร้างความสมดุลให้กับทั้งอุตสาหกรรม ไม่มีใครสักคนก็อยู่ไม่ได้


หน้า 6
http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02inv03280153&sectionid=0203&day=2010-01-28

--
     Weblink
seminar
http://seminarmon.blogspot.com
http://seminartue.blogspot.com
http://seminarwed.blogspot.com
http://seminarthu.blogspot.com
http://seminarfri.blogspot.com
http://seminarsat.blogspot.com
http://seminar1951.blogspot.com
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://seminardd.com
www.ipthailand.org
www.joetist.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ผู้ติดตาม

คลังบทความของบล็อก

เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
http://facthai.wordpress.com/ ต้องรู้เท่าทันในการรับรู้ข่าวสารจากทุกแหล่งข่าว/ FACT - Freedom Against Censorship Thailand กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย http://facthai.wordpress.com/ http://twitter.com/jiew